Monthly Archives: October 2011

Ciao เดล ปิเอโร ชายผู้เป็นมากกว่าสัญลักษณ์ของยูเวนตุส

กัลโช เซเรีย อา ลีกสูงสุดของอิตาลี

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าระยะหลังการติดตามฟุตบอลกัลโช เซเรีย อาของอิตาลีค่อนข้างเบาบางมาก เนื่องจากบ่อยครั้งช่วงเวลาที่เซเรีย อา เตะเป็นช่วงที่ผมแบ่งใจไปดูฟุตบอลพรีเมียร์ ชิพที่มีทีมโปรดอันดับ 1 ของผมอย่างแมนฯยูไนเต็ดเตะคาบเกี่ยวกัน

ผมเป็นสาวกรอสโซเนรี เอ.ซี. มิลาน มาราวๆ 10 ปี และที่ต้องยอมรับอีกหนึ่งคือ นอกจากผมจะดูพรีเมียร์ชิพเป็นหลักแล้ว ระยะหลังผมยังทรยศสายเลือดฟุตบอลอิตาเลียนด้วยการดูบอลสเปนอยู่บ่อยๆ ไล่ตั้งแต่บาร์เซโลนา, เรอัล มาดริด, แอต. มาดริด จนถึงบาเลนเซีย (จะว่าไปถ้ามาลาก้าดึงสตาร์ดังได้เยอะกว่านี้ ก็อาจจะตามดูอีกทีม)

ก็อย่างที่กล่าวมา การติดตามบอลลีกเลี่ยนก็ลดลง แต่ถึงอย่างไรก็ตามผมก็ยังตามข่าวอยู่ต่อเนื่อง ประมาณว่าแม้ตาจะไม่ได้ดู แต่ใจยังตามข่าวอยู่ และผมก็เจอข่าวที่ชวนใจหายเล็กน้อย นั่นคือข่าวที่ว่า อเลสซานโดร เดล ปิเอโร กำลังจะไม่ได้รับการต่อสัญญาจากยูเวนตุส

ยูเวนตุสและเดล ปิเอโร เป็นสิ่งที่ไม่มีวันแยกออกจากกันได้ - ผู้เขียน

จริงๆ ด้วยวัยของอาเล่ที่อายุกว่า 36 ปีเข้าไปให้แล้ว ความสำคัญที่มีต่อทีมม้าลาย (หรือที่ชาวอิตาเลียนเรียกกันว่าทีมหญิงชรา) ก็มีน้อยลง ถึงแม้ว่าผมจะเป็นสาวกรอสโซเนรีก็ตาม แต่การที่ได้รู้จัก ได้เห็นฟอร์ม ได้เห็นความสามารถของเดล ปิเอโร มายาวนานย่อมรู้สึกเสียดายเล็กน้อย ที่ผมจะไม่ได้เห็นเขาอยู่ที่นี่อีก ที่สำคัญผมก็อยากเห็นอาเล่ยุติการค้าแข้งที่ตูริน (ยูเวนตุสประจำในเมืองนี้)

“เดล ปิเอโร ย้ายมาอยู่กับยูเวนตุสเมื่อปี 1993 ตอนที่อายุ 18 ปี เด็กหนุ่มที่ย้ายจากปาโดวา รายนี้สามารถทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำถึง 205 ประตู จากการลงเล่นในเซเรีย อา ลีกสูงสุดถึง 495 นัด”

เหตุการณ์กัลโชโปลี ส่งผลในแง่ลบต่อกัลโช เซเรีย อา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (จากภาพ อาเล่ต้องให้เหตุการณ์ในกรณียูเวนตุสล้มบอลด้วย)

อย่างที่หลายคนทราบ ในช่วงที่เกิดปัญหากัลโช โปลี เมื่อปี 2006 ช่วงนั้นเกิดวิกฤตศรัทธาต่อลีกเมืองมะกะโรนีอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการลดชั้นไปเล่นเซเรีย บี ของยูเว่ การที่มิลาน ฟิออเรนตินา โดนตัดแต้ม ส่งผลให้ทีมงูใหญ่ เนรัซซูรี ขึ้นมาเถลิงบัลลังก์แชมป์ได้อย่างต่อเนื่องถึง 5 ปีติดต่อกัน ซึ่งว่ากันตามตรงแบบไม่เอนเอียงว่าผมเป็นแฟนทีมมิลาน คงต้องบอกว่าเนรัซซูรีโชคดีมาก หาไม่แล้วผมก็ยังไม่เห็นหนทางที่ฮาเวียร์ ซาเนตติ กัปตันจอมพลังจะได้ชูสคูเด็ตโต จากเหตุการณ์นั้นทำให้ลีกอิตาเลียที่เคยแข็งแกร่งบนเวทียุโรปก็อ่อนด้อยลงมาก ถึงกระนั้นเหล่านักเตะสายเลือดอิตาลีก็สามารถรวมใจกันคว้าแชมป์โลกที่เยอรมันได้ ชนิดที่ว่าไม่น่าเชื่อก็ตาม (มันมีอาถรรพ์ที่ว่าทุกๆ 12 ปีอิตาลีจะได้เข้าชิง และทุกๆ 24 ปี อิตาลีจะได้แชมป์โลก 1 ครั้ง)

อาเล่ เดล ปิเอโร กับท่าแลบลิ้นอันเป็นเอกลักษณ์

ช่วงนั้นนักเตะของยูเวนตุสถูกจับจองถ้วนหน้า แน่นอนว่านักเตะระดับอาเล่ มีหรือที่ทีมใหญ่ๆ จะไม่พยายามจ้องจะพรากตัวไป ในบรรดานั้นนักเตะขาใหญ่ อย่างจีจี้ บุฟฟ่อน หรือพาเวล เนดเวด ก็ประกาศอยู่ช่วยทีมต่อด้วยใจรัก

ซึ่งตามข่าวจากสื่อแดนรองเท้าบู๊ตที่ออกมาบอกว่าอาเล่ต้องการที่จะเล่นต่อไปอีกสักปี แต่บรรดาผู้ถือหุ้นได้ประชุมกัน และเจ้าของทีมอย่างตระกูลอัลเญลลีได้บอกว่าอาเล่ จะเล่นให้เป็นฤดูกาลสุดท้าย จุดนี้เองทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นการไม่ให้เกียรติกับนักเตะที่เรียกว่าเป็นหัวใจของทีมมาโดยตลอด ซึ่งเป็นเรื่องปกติด้วยวัยของอาเล่ย่อมไม่ได้เป็นตัวเลือกหลักของเทรนเนอร์ อันโตนิโอ คอนเต้ แต่ในอดีตทั้งคู่เคยมีความสนิทสนมกันอย่างดี ในฐานะเพื่อนร่วมทีมในช่วงทศวรรษที่ 90 ก็คงได้แต่หวังว่าด้วยความสัมพันธ์ดังกล่าว คอนเต้คงจะช่วยเป็นปากเป็นเสียงในการให้อาเล่ได้อยู่ที่ตูรินต่อไป

ถึงตอนนี้ผมเองก็เชื่อได้เลยว่าตัวเดล ปิเอโร เองก็ถึงจุดอิ่มตัวในวงการฟุตบอลแล้ว การที่ตัวนักเตะจะขอเล่นต่อไปอีกเพียงแค่ซีซันเดียว น่าจะตอบสนองความต้องการสักหน่อย

หวังว่าจะได้เห็น เดล ปิเอโร โบกมืออำลาฐานะการเป็นนักเตะด้วยสีเสื้อขาว-ดำ ของยูเวนตุส

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ถึงแม้ผมจะเป็นแฟนมิลาน ผมก็ไม่อยากจะเห็นเดล ปิเอโรย้ายไปร่วมทัพนิวคาสเซิลที่ถึงแม้สีเสื้อจะเหมือนกัน แต่อารมณ์มันไม่ใช่ หรือจะให้ไปที่อเมริกาขุดทองช่วงท้ายอาชีพ ผมมองว่ามันยังไม่มีคุณค่าเท่ากับการที่นักเตะคนหนึ่งจะอยู่รับใช้ทีมจนวินาทีสุดท้าย  ลำพังแค่แมตช์เกียรติยศ (testimonial match) จะจัดขึ้นอีกกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ตาม ผมว่ามันยังไม่มีความหมายมากเพียงพอที่จะให้สุดยอดนักเตะที่จงรักภักดีกับทีมชนิดหาที่สุดไม่ได้ ย้ายออกไปแบบนี้ ถึงตัวเดล ปิเอโร จะไม่ได้โมโหโกรธาที่เจ้าของทีมออกมาพูดไล่ตัวเขาแบบนี้ แต่เชื่อเถอะว่าลึกๆ แล้วอาเล่ก็คงเสียใจ และรู้สึกแปลกๆ อยู่ดี เดล ปิเอโร ให้กับทีมมาเยอะแล้ว ผมว่านี่คือเวลาที่ดีที่สุด ที่ยูเวนตุส ตระกูลอัลเญลลี และบอร์ดบริหารควรจะเห็นความสำคัญของนักเตะกันบ้าง ในยุคที่ฟุตบอลพูดแทนเงินได้แบบนี้ ช่วยแสดงให้เห็นหน่อยว่าอย่างน้อยๆ ยูเวนตุสก็ไม่ได้เป็นทีมที่ไหลไปกับกระแสเงินฟาดหัวที่แพร่กระจายจนทำลายรากเหง้าของความเป็นกีฬาฟุตบอลเข้าไปทุกขณะ

เกียรติประวัติแชมป์ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร

สคูเดตโต 5 ครั้ง : 1994-95, 1996-97,  1997-98, 2001-02, 2002-03 (ฤดูกาล 2004-05 และ 2005-06 โดนริบแชมป์กรณีกัลโชโปลี)

แชมป์สเปี้ยนลีกส์ : 1996

แชมป์โลก (อิตาลี) : 2006

โคปา อิตาเลีย : 1994-95

Advertisements
Tagged ,

การเดินทางครั้งใหม่ของเบ็คแฮม

ซุปเปอร์สตาร์ที่ดังที่สุดบนโลกลูกหนัง

ในบรรดานักฟุตบอลอาชีพทั่วโลก หากจะกล่าวว่ามีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะขยับ จะทำอะไรก็ตามก็จะตกเป็นข่าวทันที ทันใด นักเตะคนนั้นผมกำลังหมายถึงซุปเปอร์สตาร์หนึ่งเดียวของอังกฤษนั่นคือ เดวิด เบ็คแฮม

เรื่องของเบ็คแฮมกลายเป็นประเด็นสำคัญในวงการฟุตบอลอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าสัญญาของพ่อดาวเตะลูกนิ่งกำลังจะหมดกับต้นสังกัดแอล.เอ กาแล็กซี 20 พฤศจิกายนนี้ แล้วหลังจากนั้นเบ็คแฮมจะเดินทางอย่างไรในชีวิตนักเตะอาชีพ ?

ถ้าหากจะว่ากันตามตรงอนาคตของเบ็คแฮมมีให้เลือกค่อนข้างจะหลายทาง เมื่อเข้าตกเป็นเป้าในการจ้องคว้าตัวของหลายทีมดังไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส รวมถึงการต่อสัญญาเล่นในอเมริกาต่อไป ดังนั้นผมจะมาวิเคราะห์ทางเลือกที่น่าจะเป็นไปได้ของดาวเตะตำนานหมายเลข 7 ผู้นี้กัน

อย่างที่ผมกล่าวไว้ข้างต้นว่าทางเลือกของเบ็คแฮมมีอยู่หลายทางเลือก ซึ่งผมได้วิเคราะห์ออกมาแล้ว ทางเลือกที่เป็นไปได้จะมีอยู่ทั้งหมด 4 ทาง

เบ็คแฮมกับบทบาททูตสโมสรก็น่าสนใจไม่น้อย

ทางเลือกที่ 1 – ทูตประจำสโมสร คงต้องบอกกันตามตรงว่าทางเลือกนี้ น่าจะเป็นทางเลือกที่มีเปอร์เซนต์ต่ำที่สุด ที่เดวิด เบ็คแฮมจะเลือก เหตุผลที่มาสนับสนุนเรื่องนี้คงเป็นเพราะเบ็คแฮมเคยพูดด้วยตัวเองว่าเขาต้องการที่จะจบชีวิตการค้าแข้งเมื่ออายุ 40 ปี ขณะเดียวกันตอนนี้เขาอายุแค่ 36 ปี ยังมีเวลาอีกตั้ง 3 ปีกว่า กว่าจะถึงเวลานับถอยหลังที่หนุ่มใหญ่อย่างเบ็คส์ตั้งเอาไว้เอง นี่ยังไม่รวมถึงความกระสันต์ที่อยากจะกลับมาเล่นฟุตบอลโลก หรือฟุตบอลยูโรฯ อย่าลืมว่าฟุตบอลโลก 2010 ฉบับซาฟารี เบ็คแฮมพลาดการติดทีมชาติชุดฟุตบอลโลกครั้งที่ 4 ในชีวิตอย่างน่าเสียดายหลังมีอาการบาดเจ็บ ทำให้ผมเชื่อว่าการที่พ่อหนุ่มเบ็คจะแขวนสตั๊ดทันทีหลังหมดสัญญากับแอล.เอ คงไม่ใช่ทางเลือกที่อยู่ในสมองของเขาอย่างแน่นอน

แต่ถ้าถามว่ามีความเป็นไปได้รึเปล่าล่ะ ที่เบ็คส์จะเลิกค้าแข้ง ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกัน ถ้าหากมองจากความเป็นจริงโอกาสที่เบ็คแฮมจะติดทีมชาติครั้งสุดท้ายในทัวร์นาเมนต์ ยูโร 2012 เองก็คงจะยาก เมื่อมิดฟิลด์แดนกลางในทีมชาติตอนนี้ก็คงเป็นเรื่องลำบากไม่น้อยที่จะสอดแทรกเข้าไปได้ นอกจากนี้ถ้าเกิดเบ็คแฮมได้เจอวาทะศิลป์ของฟลอเรนติโน เปเรซ ให้มาเป็นทูตสโมสรร่วมกับ ซิซู ซีเนอดีน ซีดาน ด้วยอีกคน มันก็ย่อมกลายเป็นข้อเสนอที่น่าเย้ายวนใจไม่น้อย เนื่องจากตัวของเบ็คส์และครอบครัวจะได้มีเวลามากขึ้น และเวลาว่างในการเข้าสู่วงการบันเทิงของตระกูลเบ็คแฮมก็จะง่ายเข้าไปอีก เพราะไม่มีภาระจากการฝึกซ้อมประจำวันของนักฟุตบอลอาชีพอีกต่อไป

ส่วนถ้าถามผมว่าเบ็คแฮมจะมีโอกาสกลับมาร่วมทัพแมนฯยูฯ หรือไม่ ผมก็กล้าตอบเลยว่า “ยากส์” แต่ผมเชื่อว่าเมื่อเบ็คแฮมเลิกเล่นแล้วจริงๆ และทางแมนฯยูฯ ทาบทามเป็นเรื่องเป็นราว ผมก็กล้าตอบเลยว่า “พี่เบ็คส์เอา” แน่นอน

ความเป็นไปได้ที่เบ็คแฮมจะเลิกเล่นทันทีที่หมดสัญญากับแอล.เอ กาแล็กซี : 5%

กลับมาค้าแข้งบนแผ่นดินเกิด ?

ทางเลือกที่ 2 – กลับสู่บ้านเกิดที่อังกฤษ ถ้าหากเบ็คแฮมประกาศชัดเจนว่“ผมต้องการย้ายกลับไปค้าแข้งที่บ้านเกิด” เชื่อว่าคงมีหลายทีมหูผึ่งจ้องจะกระชากตัวแทบทุกวันบนหน้าข่าวกีฬาอย่างแน่นอน แต่คำพูดดังกล่าวตอนนี้ยังไม่มีหลุดออกมาจากเบ็คแฮม ในขณะนี้ทีมจากอังกฤษที่ต้องการคว้าตัวเบ็คแฮอย่างจริงจัง ผมมองว่ามีแค่ ไก่เดือยทอง ทอตแนม ฮอตสเปอร์ส เพียงทีมเดียวที่เบ็คแฮมอยากลงสนามด้วย เดี๋ยวผมจะวิเคราะห์ทีละจุดให้ฟังว่าทำไม แต่ก่อนอื่นนอกเหนือจากสเปอร์สยังมีทีมอย่าง ควีนสพาร์ค เรนเจอร์ และเลสเตอร์ ซิตี้ 2 ทีมเล็กๆ ที่อยากได้ลายเซ็นของเบ็คแฮม แต่ถ้าจะว่ากันตามตรงคงเป็นเรื่องยาก ควีนสพาร์คและเลสเตอร์ เล็กเกินไปกว่าที่เบ็คแฮมจะอยู่ นี่ไม่ได้หมายความว่าผมดูถูก 2 ทีมนี้นะครับ ถึงแม้ว่าถ้าเบ็คแฮมย้ายไป 2 ทีมดังกล่าวก็สามารถการันตีตำแหน่งตัวจริงได้ แต่ผมมองว่าข้อเสนอของทั้ง 2 ทีมคงไม่มีอะไรที่เย้ายวนใจพอที่เบ็คแฮมจะร่วมหอลงโรงด้วย

แต่ถ้าเป็นสเปอร์สล่ะ ในสมัยเด็กๆ คุณตาของเบ็คแฮมเป็นแฟนตัวยงของทีมตราไก่ทีมนี้ และตัวเบ็คส์เองก็เกือบจะได้เซ็นสัญญากับสเปอร์สอยู่รอมร่อ ถ้าเกิดไม่มีชายที่ชื่อเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันมาดึงตัวไปเสียก่อน การย้ายไปร่วมทัพทีมตราไก่ทำให้เบ็คส์สามารถอยู่ลอนดอน อันเป็นศูนย์กลาง ได้ลงซ้อมกับนักเตะระดับทีมชาติ รวมทั้งเป็นทีมใหญ่ที่เบ็คแฮมจะได้ถูกจับตามองจากฟาบิโอ คาเปลโล ง่ายกว่าอยู่ทีมที่เล็กกว่านั้น แต่เหนือสิ่งอื่นใด การที่เบ็คส์จะย้ายไปร่วมทัพเสปอร์ส เบ็คแฮมต้องการการการันตีว่าจะได้ลงสนามอย่างสม่ำเสมอ ผมจึงมองว่านั่นเป็นสิ่งที่แฮร์รี่ เรดแนปป์ให้ไม่ได้ และท้ายที่สุดไม่สเปอร์สยอมถอนสมอในการดึงพี่เบ็คส์กลับอังกฤษ ก็เป็นตัวเบ็คแฮมเองที่ปฏิเสธที่จะกลับมาค้าแข้งในแผ่นดินอังกฤษช่วงปลายการค้าแข้ง จนเป็นที่มาของ……

ความเป็นไปได้ที่จะกลับมาค้าแข้งกับสเปอร์สช่วงปลายอาชีพ : 20%

ฮาเวียร์ ปาสตอเร ดาวเตะค่าตัวแพงมหาศาลที่ปารีสทุ่มซื้อตัวมาในซีซันนี้

ทางเลือกที่ 3 – ย้ายร่วมทีมปารีส ตั้งแต่ต้นซีซันคงเป็นที่รู้กันว่าสโมสร ปารีส แซงต์ แชร์กแมงก์ได้เจ้าของใหม่ที่เป็นมหาเศรษฐีระดับโลก ซึ่งเป็นกลุ่มทุนจากการ์ตาร์ และช่วงก่อนเปิดฤดูกาลปารีสก็ใช้เงินไปกว่า 80 ล้านยูโร ดึงนักเตะ 9 ราย ได้แก่ นิโกล่าส์ ดูเชซ (นายทวารวัย 31 ปี ได้มาฟรี), เควิน กาไมโร่ (11 ล้านยูโร), เฌเรมี่ เมเนซ (8 ล้านยูโร), แบลส มาตุยดี้ (10 ล้านยูโร), มิลาน บิเชวัซ (3.2 ล้านยูโร), โมฮัมเหม็ด ซิสโซโก้ (7 ล้านยูโร), ซัลวาตอเร่ ซิริกู (3.5 ล้านยูโร), ฮาเวียร์ ปาสตอเร่ (42 ล้านยูโร) และดีเอโก้ ลูกาโน่ (3.5ล้านยูโร) ซึ่งเม็ดเงินดังกล่าวไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย ที่ทางปารีสจะยอมยินดีจ่ายค่าเหนื่อยกว่า 3.8 ล้านปอนด์ต่อปี เพื่อให้มิดฟิลด์เท้าชั่งทองรายนี้ได้มาเปิดประสบการณ์ใหม่บนแผ่นดินเมืองน้ำหอม

และโปรดอย่าลืมว่าภรรยาของเบ็คแฮม อย่างแม่นางวิคตอเรีย ที่คลั่งไคล้การใช้ชีวิตอย่างคนดัง ภรรยาของเขานี่แหละที่จะเป็นแรงผลักดันให้เบ็คแฮมาเล่นที่ปารีส แต่ทั้งนั้นและทั้งนี้ก็เป็นไปได้ว่าทางปารีสอาจจะยื่นข้อเสนอให้กับเบ็คส์โดยการควบตำแหน่งนักเตะและทูตประจำสโมสรไปเลย

แต่ใช่ว่าการที่เบ็คแฮมจะย้ายมาเล่นที่ปารีสแล้วจะไม่มีปัญหาอะไรเลย ซึ่งปัญหาจะอยู่ในทางเลือกที่ 4 ครับ

ความเป็นไปได้ในการไปค้าแข้งที่เมืองหลวงแห่งการแฟชัน : 80%

มีโอกาสไม่น้อยที่เบ็คส์จะอยู่ในลุงแซมต่อไป

ทางเลือกที่ 4 – ค้าแข้งที่เมืองลุงแซมต่อไป ต่อจากทางเลือกด้านบน ปัญหาที่เบ็คส์จะต้องเผชิญถ้าหากคิดจะย้ายไปเล่นที่ปารีส นั่นคือลูกชายทั้ง 3 คนของเบ็คแฮมนั่นเอง……ทำไมล่ะ ? ก็เพราะว่าลูกชายทั้ง 3 คน บรู๊คลิน โรมีโอ ครูซ ต่างอยู่ในวัยเรียน และเข้าโรงเรียนที่ในสหรัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การที่จะอพยพครอบครัวมาย้ายที่ฝรั่งเศสคงจะเป็นเรื่องที่ลำบากแก่เด็กทั้ง 3 คนอยู่ไม่น้อย 

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมยังมองว่าเบ็คส์อาจจะอยากใช้ชีวิตที่อเมริกาต่อไป นั่นเพราะว่า ครั้งแรกที่เบ็คแฮมประกาศว่าตัวเขาจะย้ายออกจากเรอัล มาดริดไปร่วมทีมแอล.เอ. กาแล็กซี เขาได้บอกว่าเขาจะทำการยกระดับฟุตบอลหรือซอคเกอร์ของอเมริกาให้เป็นที่นิยมให้จงได้ แต่ตอนนี้เวลาผ่านไปกว่า 5 ปี คงต้องยอมรับว่าเบ็คแฮมทำไม่สำเร็จในการที่จะให้ซอคเกอร์โด่งดังในอเมริกา ก็อาจจะเป็นปัจจัยที่ให้เบ็คส์ฮึดสู้ และต่อสัญญาอยู่กับแอล.เอ. ต่อไป อีกสักระยะ หรือไม่ก็แขวนสตั๊ดที่นี่ซะเลย

ความเป็นไปได้ที่จะอยู่ในแผ่นดินอเมริกาต่อ : 85%

เป็นยังไงบ้างครับสำหรับทางเลือกที่มีความเป็นไปได้ที่ผมนำเสนอ ถ้าหากใครมีแนวทางอื่นๆ สามารถแชร์ถึงผมได้ตลอดเวลาครับ ที่ทวิตเตอร์ @Melody_18 ^^

Tagged , , ,

แฮร์รี่ เรดแนปป์ ว่าที่กุนซือสิงโตคำราม ?


Welcome to Wembley

เป็นที่รู้กันนะครับว่าหลังจากสิ้นสุดทัวร์นาเมนต์ยูโร 2012 เก้าอี้ของกุนซือทีมชาติอังกฤษจะว่างลง ตามกระแสข่าวเชื่อได้เลยว่ารอบนี้เอฟ.เอ.ของชาวเมืองผู้ดีนั้นต้องการกุนซือที่เป็นคนอังกฤษแท้ๆ จริงๆ ก่อนหน้านี้ถ้าหากยังจำกันได้เก้าอี้กุนซือผู้ดีเคยตกเป็นชาวต่างชาติคนแรกคือ ยุคของเฮียเถิกเซ็กส์ สเวน โกรัน อิริคสัน ที่ผลงานขึ้นๆ ลงๆ หาความเอาแน่เอานอนไม่ได้ มิหนำซ้ำผลงานในสนามมีแต่สาละวันเตี้ยลงๆ จนเป็นที่มาของเงื่อนไขที่ว่ากุนซือทีมชาติอังกฤษคนถัดไปต้องเป็นชาวอังกฤษ!!!

บิ๊กแม็คกุนซือที่เคยทำอังกฤษขายขี้หน้ามาแล้ว

ไม่มีปัญหาคุณได้สิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้ สตีฟ แมคคลาเรน ที่เป็นผู้ช่วยของเถิกเซ็กส์ได้ขึ้นมารับตำแหน่งนายใหญ่แห่งทีมชาติอังกฤษ (ระหว่างนั้นก็ีรับจ๊อบเป็นผู้จัดการที่มิดเดิลสโบรห์ด้วย) แล้วผลเป็นไงละครับ ช่วงแรกๆ เหมือนจะดีครับ แฟนบอล สื่ออังกฤษ ต่างสนับสนุนกันใหญ่ เพราะฟอร์มช่วงแรกดีเหลือหลาย แต่การพ่ายแพ้โครเอเชีย 2 เกม ทั้งที่ซาเกร็บ (ที่มีจังหวะเตะวืดจั่วลมของพอล โรบินสันด้วย ถ้าหากยังจำกันได้) ส่วนเกมที่ 2 กล้าๆ แพ้ในเวมบลีย์ จนสุดท้ายบิ๊กแม็คก็ต้องโดนอัปเปหิออกไป จนต้องหนีไปชุบตัวที่ทเวนเต้ ปัจจุบันว่างงานแล้ว

บิ๊กดอน คาเปลโล กับภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่ฟุตบอลยูโร 2012

ส่วนคนปัจจุบันคือ ฟาบิโอ คาเปลโล บิ๊กดอนจากอิตาลี กุนซือรายนี้ฝีมือในการคุมทีมสโมสรสุดยอดมาก ไล่ตั้งแต่อิตาลียันสเปน แต่ผลงานในการคุมทีมฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ ผลงานของบิ๊กดอน ถือว่ายังสอบไม่ผ่าน ถึงแม้ว่าจะมีจุดเปลี่ยนจากจังหวะที่เยอรมนีไม่น่าจะได้ประตู รวมไปถึงลูกยิงคาบเส้นของแลมพาร์ด ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าบิ๊กดอนจะแก้มือผลงานอันไม่น่าจดจำของตัวเองได้ดีแค่ไหน คำตอบอยู่ที่ยูเครน-โปแลนด์ ปีหน้า

คราวนี้มาถึงเรื่องสำคัญของเรา……ถ้าหากจะว่าไป ตอนนี้กุนซือสายเลือดอิงลิชนแท้ๆ นั้นถ้าให้นึกตอนนี้จะเหลือเพียงแค่ แฮร์รี่ เรดแนปป์, อลัน พาร์ดิว, รอย ฮอดจ์สัน จะรวมแซม อัลลาร์ไดร์ส ไปด้วยก็ได้

บอกตามตรงถ้าตัวเลือกมี 4 คนนี้ เป็นผม ผมก็เลือกที่จิ้มให้แฮร์รี่ เรดแนปป์

จ่าแฮร์รี่ เรดแนปป์ คงไม่พลาดที่จะร่ายมนต์บนเก้าอี้กุนซือทีมชาติอังกฤษ

เป็นกุนซือคนถัดไปอย่างไม่ต้องคิดมาก จ่าแฮร์รี่เองถือว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการในเรื่องของประสบการณ์ เริ่มมาจากการคุมบอร์นมัธ เริ่มมาเป็นที่รู้จักสุดๆ กับการคุมเวสต์ แฮม ที่สามารถปั้นนักเตะหลายต่อหลายจนเป็นที่รู้จักในปัจจุบัน ถัดมาคือการคุมพอร์ทสมัธ มีช่วงนึงแอบไปคุมทีมอริอย่างเซาธ์แฮมป์ตันด้วยความน้อยใจทีมเก่า คู่อริอย่างพอร์ทสมัธ  จนแล้วจนรอดก็กลับมาคุมพอร์ทสมัธอีกครั้งจนได้ และที่นี่จ่าแฮร์รี่สามารถร่ายมนต์พาทีมเล็กๆ จากแดนใต้ ฝ่าด่านอรหันต์จนพาทีมคว้าแชมป์เอฟ.เอ คัพ พร้อมกันได้สิทธิ์ไปเตะฟุตบอลยุโรป

จนพี่แกได้มีโอกาสมาคุมทีมโปรดของตัวแกเองอย่างตราไก่ สเปอร์ส นี่แหละ ที่ยิ่งทำให้เห็นได้ชัดว่าจ่าแกมีฝีมือของจริง สามารถรังสรรค์ทีมตราไก่ให้มีความน่าเกรงขาม โดยปกติทีมตราไก่เป็นทีมที่มีเกมรุกสะเด่าอยู่แล้ว แต่หลังบ้านยังหลวมๆ ฟอร์มก็ไม่คงเส้นคงวา แต่การได้จ่าแฮร์รี่นี่แหละ ทำให้ตราไก่น่ากลัวขึ้นเยอะ จนได้มีโอกาสไปเตะถ้วยใหญ่อย่างแชมป์เปี้ยนลีกส์ ถ้าไม่เรียกว่าฝีมือก็ไม่รู้จะว่ายังไง

ประสบการณ์ก็เพียบ แถมวัยวุฒิจ่าแกก็เหมาะ ด้วยวัย 64 ปี แถมเคยผ่านการคุมทีมที่มีสตาร์มาแล้ว(น้องไก่กุ๊กๆ) อีกทั้งยังเป็นที่นับถือของนักเตะหลายคนในยุคนี้ ถ้าไปถามนักเตะสัญชาติอังกฤษตอนนี้ ผมเชื่อว่าสตาร์ตัวทีมชาติเองก็เลือกจ่าแฮร์รี่แน่ๆ อย่าลืมว่าในทีมชาติตอนนี้มีนักเตะระดับซีเนียร์ที่เคยเป็นลูกหม้อของจ่าแกอยู่พอสมควรถึงจะไม่มากก็เถอะ

ด้านจิตวิทยายอมรับว่าจ่าแฮร์รี่ไม่ได้มีความโรคจิตเหมือนกับเซอร์ อเล็กซ์, เวนเกอร์, มูรินโญ (มายังไง) และอื่นๆ อีกหลายคน แต่ผมว่าจ่าแฮร์รี่แกน่าสนใจที่ความนิ่งของแกนี่แหละ เห็นนิ่งๆ แบบนี้ใครจะไปรู้ว่าในห้องแต่งตัวเฮียแกอาจจะวีนน่ากลัวก็ได้ (ฮา)

ถึงอย่างไรก็ตามภาพของกุนซือคนถัดไปของทีมชาติอังกฤษยังไม่มีความชัดเจน แต่ผมยังเชื่อว่าจ่าแฮร์รี่จะเป็นตัวเต็งหามอย่างแน่นอน ด้วยเหตุผลที่กล่าวไว้ข้างต้น  เอาไว้หลังจากจบเกมทีมชาติผมจะเขียนถึงเรื่องที่ค้างคาเอาไว้ นั่นคือเรื่องของตำแหน่งกุนซือในพรีเมียร์ชิพที่มีโอกาสจะขอ “ลาออก” เองกันครับ

Tagged ,

ใครหนอ??? จะโดนเด้งในศึกพรีเมียร์ชิพ

ทุกๆ ซีซันในวงการฟุตบอลสิ่งๆ หนึ่งที่มักจะมีการพูดกันเล่นๆ ในหมู่เพื่อนฝูง รวมไปถึงในบรรดาสื่อมวลชนนั่นคือ ในบรรดาวงการฟุตบอลไม่ว่าจะเป็นพรีเมียร์ลีกส์, กัลโช เซเรีย อา, ลาลีกา และบุนเดสลีกา นั่นคือกุนซือคนไหนจะโดนเด้งเป็นคนแรก 

ถ้าจะให้พูดถึงในลีกอิตาลี อย่างกัลโช เซเรีย อา นั้นการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเก้าอี้กุนซือมีอยู่บ่อยๆ ที่เห็นกันจนชินตา ทีมที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ก็อย่างอินเตอร์ มิลาน, ปาแลร์โม อาจจะรวมไปถึงยูเวนตุส ทีมดังยุค 90 สำหรับโฟกัสในวันนี้ ผมไม่ได้พูดถึงลีกอิตาลี แต่จะเริ่มที่พรีเมียร์ลีก อังกฤษก่อนเนื่องจากลีกดังจากแดนผู้ดี เป็นลีกที่มีผู้ชมติดตามมากที่สุดในโลก รวมไปถึงการติดตามลีกนี้ในประเทศไทยก็มีมากเป็นจำนวนมหาศาลอยู่ไม่น้อย

แน่นอนว่าส่วนใหญ่ทีมทีจะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเก้าอี้กุนซือนั้น จะเป็นทีมที่มีขนาดเล็ก จนไปถึงขนาดกลางที่ทำผลงานได้ไม่ตรงตามเป้าหมาย ทีมแรกที่ขอนำเสนอว่ามีโอกาสจะตกเก้าอี้คนแรกคือ

Blackburn Rovers

ในความคิดผม น่าจะเป็นคนแรกที่โดนเด้ง

ไม่รู้จะเรียกว่าทำบุญมาดี หรือยังไงดี สำหรับสตีฟ คีน กุนซือหัวเหม่งที่ถูกกระชับพื้นที่จากตำแหน่งสต๊าฟโค้ชในทีมกุหลาบไฟ ในยุคบิ๊กแซม แซม อัลลาไดร์ส หลังจากเมื่อซีซันก่อนในเกมที่กุหลาบไฟโดนผีแดงบุกกระทืบเละเทะ จนเป็นที่มาที่ทำให้บิ๊กแซม ตกเก้าอี้ โดยกลุ่มผู้บริหารใหม่จากอินเดีย อย่างกลุ่มเวนกี้ การขึ้นมารับตำแหน่งใหญ่ของสตีฟ คีน สร้างความฉงน สงสัย แก้ผู้สันทัดกรณีว่า “จะไหวหรือ?” สิ่งที่เห็นดันไม่น่าเชื่อเมื่อกุหลาบไฟของคีน ดันอยู่รอดในศึกพรีเมียร์ชิพได้ ซึ่งเท่าที่ผมเคยได้พูดคุยกับสาวกกุหลาบไฟ หลายคนก็ภาวนาว่า ถ้าเจ้าของทีมจากอินเดียเห็นผลงานที่เกือบจะตกชั้นเมื่อซีซันที่แล้ว จะดีกว่าไหม ที่จะปลดเจ้ากุนซือหัวเหม่งแล้วเอากุนซือที่ฝากผีฝากไข้ได้ดีกว่านี้มา อีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนโดยเฉพาะแฟนกุหลาบไฟยังสงสัยในนโยบายของผู้บริหารกลุ่มทุนเวนกี้ นั่นคือพวกเขาประกาศว่าจะพาทีมเทียบเคียงกลุ่มบิ๊กโฟร์ให้ได้ แต่เท่าที่ดูมันคงเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ด้วยผู้นำทีมค่อนข้างโนเนม งบประมาณที่อนุมัติในการซื้อนักเตะ นักเตะที่ได้มาร่วมทีม แฟนกุหลาบก็คงจะ งง มันคือใครวะ แล้วแบบนี้จะรอดเร้อออออ ?

ในฤดูกาล 2011/12 ทีมกุหลาบไฟใช้เงินไปกว่า 11.5 ล้านปอนด์ ในการดึงนักเตะ  สก็อต แดนน์, ไซม่อน วุคเซวิช, เดวิด กู๊ดวิลล์, ไมลส์ แอนเดอร์สัน, ราโดสลาฟ เปโตรวิช, บรูนอย ริไบโร่

ในบรรดางบประมาณดังกล่าว นักเตะที่พอฝากผีฝากไข้ได้ ก็จะมีเพียงแค่ สก็อต แดนน์ ปราการหลังฝีเท้าดีที่ทีมแบล็คเบิร์นไม่รู้ใช้วิชาอะไร ไปดึงตัวนักเตะที่เป็นที่ต้องการในตลาดอย่างแดนน์ได้ คนต่อมาที่น่าสนใจคือ ไซมอน วุคเซวิช สำหรับแฟนๆ Football Manager คงคุ้นๆ อยู่บ้าง ถึงอย่างไรก็คงต้องใช้เวลาในการปรับตัวในลีกผู้ดีอีกนิดหน่อย

จากนักเตะที่ซื้อมาดังกล่าว ผลงานของทีมกุหลาบไฟขณะนี้พวกเขา……..อยู่ตำแหน่งรองบ๊วย เตะ 7 เกม มี 4 แต้ม ยิง 8 เสีย  17 แต่ 4 แต้มที่ว่าในนั้นมี 3 คะแนนที่แบล็คเบิร์นเอาชนะ อาร์เซนอลได้ ถ้าหากจะกล่าวกันตามตรง คิดว่าถ้าผลงานฟอร์มการเล่นที่ไม่มีจุดเด่นใดๆ ทั้งสิ้น ตัวกุนซือฝีมือยังไม่ถึงขั้น บุคลิกของตัวกุนซือเองแฟนๆ ก็ไม่ให้การยอมรับ  บอกตามตรงครับว่าอยู่ยาก ถ้าหากช่วงคริสมาสกุหลาบไฟยังนอนเอ้งเม้ง วนๆ เวียนๆ แถวก้นตาราง สิ่งที่แฟนๆ กุหลาบอยากจะเห็นมากที่สุด คือปลดสตีฟ คีน กุนซือหัวเหม่งออกไปเสียที

Sunderland

ถึงแม้จะเป็นที่รักของแฟนบอล แต่ถ้าผลงานไม่กระเตื้องก็พร้อมโดนเด้งทุกเมื่อ

ถึงแม้จะเป็นที่รักของแฟนบอล แต่ถ้าผลงานไม่กระเตื้องก็พร้อมโดนเด้งทุกเมื่อ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมถึงมีชื่อของซันเดอร์แลนด์ ภายใต้การคุมทีมของสตีฟ บรู๊ซ ถึงอยู่ในข่ายที่จะโดนเลื่อยเก้าอี้ออก จริงอยู่ครับว่าบรู๊ซถือว่าเป็นกุนซือที่มีฝีมือ มีความสามารถสูง (แต่ไม่ถึงขั้นทำทีมแทนเซอร์ อเล็กซ์ :p) ซันเดอร์แลนด์เองจัดว่าเป็นทีมมือเติบทีมนึง เป็นทีมที่มีสถานภาพทางการเงินสูง การซื้อตัวนักเตะสามารถซื้อในราคา 10 ล้านปอนด์ขึ้นไปได้อย่างสบายๆ แต่ทว่าสิ่งหนึ่งที่บรู๊ซจะต้องพบกับแรงกดดันในซีซันนี้ นั่นคือ การไปฟุตบอลยุโรป ผลงานในลีกของซันเดอร์แลนด์ซีซันนี้ ค่อนข้างมีปัญหาเริ่มจากความบาดหมางระหว่างบรู๊ซ กับอาซาโมอาห์ กียาน นักเตะค่าตัวแพงของสโมสร อีกปัญหาหนึ่งที่ซันเดอร์แลนด์กำลังเผชิญคือ เกมรุกยังขาดความลงตัว ประเด็นอื่นๆ ที่มีตามมาคือการพ่ายแพ้ของซันเดอร์แลนด์ที่มีต่อนิวคาสเซิล คาถิ่นสเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ และสิ่งสุดท้ายที่บรู๊ซอาจจะต้องรับกับความกดดันนั่นคือ ในซีซันนี้ 2011/12 บรู๊ซกว้านซื้อนักเตะมากมายก่ายกองกว่า 10 คน แต่ผลงานก็ไม่กระเตื้อง ยิ่งถ้าไม่ได้ไปฟุตบอลยุโรปอีกจะเป็นยังไง แถมผลงานใน 7 นัดแรกก็ไม่ค่อยดี จริงอยู่ว่านี่เพิ่งเปิดฤดูกาลเท่านั้น เราคงต้องมารอดูผลงานของทีมแมวดำว่าช่วงปีใหม่จะมีผลงานยังไง ถ้ายังอยู่ในกลุ่มกลางตารางก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่แดนอีสาน หรือซีซันหน้างบประมาณการทำทีมของบรู๊ซอาจจะถูกจำกัดจำเขี่ยลงก็เป็นได้

(ซ้าย)เดฟ วีแลน (ขวา)โรแบร์โต มาร์ติเนซ กุนซือเลือดสเปน

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมถึงไม่มีทีมเล็กๆ ฟอร์มขึ้นๆ ลงๆ อย่าง Wigan นั่นเป็นเพราะ สิ่งหนึ่งที่เจ้าของสโมสรวีแกน อย่างเดฟ วีแลน เคยพูดเอาไว้ชัดเจนตอนที่ดีงโรแบร์โต มาร์ติเนซมาคุมทีม นั่นคือ ถ้าทีมจะตกชั้นด้วยฝีมือของมาร์ติเนซก็ไม่เป็นไร เพราะตัววีแลนเองก็อยากเห็นขวัญใจแฟนบอลอย่างมาร์ติเนซทำทีมต่อไปด้วยสไตล์ที่เป็นตัวของตัวเอง ถ้าหากใครเคยดูผลงาน และสไตล์การเล่นของวีแกน ค่อนข้างน่าสนใจนะครับ เป็นทีเล็กที่มีความใจสู้สุดๆ ไม่ยอมแพ้เหมือนกับบุคลิกของกุนซือเลย อีกนิดหนึ่งถ้าใครจำกันได้ ตอนช่วงที่แอสตัน วิลล่า ยังไม่ได้กุนซือคนใหม่ที่ตอนนี้เป็นเก้าอี้ของอเล็กซ์ แมคลีช ทางวิลล่าเคยติดต่อขอดึงตัวมาร์ติเนซไปกุมบังเหียนแล้วด้วยซ้ำ ซึ่งวีแลนเองก็อนุญาต ประมาณว่าไม่อยากขัดความสุขความเจริญ แต่มาร์ติเนซปฎิเสธไปคุมทีมอย่างไร้เยื่อใย นั่นแสดงให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ของคู่นี้ ดังนั้นจึงเป็นเลือกยากที่มาร์ติเนซจะโดนเด้ง เว้นเสียแต่ว่าเฮียแกจะลาออกไปเอง

ใน Entry หน้าผมนึกหัวข้อที่จะเขียนออกแล้วล่ะครับ ผมกำลังคิดว่าจะเขียนถึงตำแหน่งกุนซือที่ตัวกุนซือจะไม่ถูกไล่ออก แต่จะไขก๊อกลาออกไปเองก็แลดูน่าสนใจดีเหมือนกัน เพราะหลายๆ คนในเวทีพรีเมียร์ชิพเข้าข่ายนี้ค่อนข้างหลายคน แล้วเจอกันใหม่ครับ

ปล. ผมเชื่อว่าสตีฟ คีน จะโดนไล่ออกเป็นคนแรกครับ

Tagged , , , , ,